น่าลองทำตามกับวิธีเพาะถั่วงอกในขวดโหล ง่ายๆ แค่ 2 วันก็ได้ทานแล้ว...
http://www.siamzaap.com/2016/01/2.html
ถั่วงอกจัดป็นผักที่เราสามารถปลูกและเก็บผลผลิตได้เร็วที่สุด และเป็นผักที่มีประโยชน์พอสมควร สามารถนำไปประกอบได้หลากหลายมนู ไม่ว่าจะต้มทำซุป ผัด ใส่ในผัดไทย ก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น แต่ขอแนะนำให้รับประทานแบบสุกจะดีกว่าดิบนะคะ วันนี้เราจึงมีวิธีการเพาะถ่วงอกแบบง่ายๆ เป็นการเพาะในขวดโหลมาฝากกัน เพียงแค่สองวันก็เก็บทานได้แล้ว ไปดูกันเลยว่ามีขั้นตอนและวิธีการเพาะอย่างไร
วัตถุดิบและอุปกรณ์
ขวดโหลปากกว้าง สูงประมาณ 7 นิ้ว
แก้วพลาสติกใช้สำหรับครอบปากขวดโหล เจาะด้วยธูปให้รอบ
ถั่วเขียว ถั่งควรให้เป็นถั่วใหม่หน่อยเพราะจะมีผลต่ออัตราการงอกนั้นเอง ตักมาสองช้อนตวงประมาณดังรูปเลย
ถุงตาข่ายสำหรับใช้ปิดปากขวด
ให้ล้างเมล็ดถั่วแล้วใส่เมล็ดลงในขวดโหลจากนั้นแช่เมล็ดถั่วในน้ำอุ่น โดยใช้น้ำร้อน 1 ส่วน ผสมกับน้ำธรรมดา 1 ส่วน ทั้งไว้ ประมาณ 8 ชั่วโมง ครบเวลาก็เทน้ำออก จากนั้นปิดปากขวดด้วยถุงตาข่าย แล้วนำไปคว่ำในแก้วที่เจาะรูด้านข้างไว้แล้ว จากนั้นคลุมด้วยถุงดำทิ้งไว้ ในหนึ่งวันจะต้องนำมาเติมน้ำให้ท่วมทิ้งไว้หนึ่งนาทีแล้วเทน้ำออก นำไปคว่ำในแก้วตามเดิม คลุมด้วยถุงดำเช่นเคย วันละสามครั้ง
การคว่ำขวดและการสวมขวดด้วยแก้วเจาะรูดังภาพ จะช่วยทำให้เมล็ดมีความชื้นไม่แห้งเร็วเกินไป และน้ำสะเด็ดได้ดี
เมื่อผ่านไป 1 วัน หลังจากที่เริ่มคว่ำขวด จะเห็นการเมล็ดเริ่มงอกและเปลี่ยนแปลงที่เร็วมาก เวลาเติมน้ำให้เราแกว่งเบาๆ ด้วยเปลือกถั่วที่งอกแล้วจะได้ลอยออกมานะคะ สามารถช้อนเปลือกทิ้งได้ค่ะ
เมื่อครบ 2 วัน ตามเวลาจากที่เราเริ่มคว่ำขวด ถั่วงอกก็จะโตเต็มขวดโหลกันเลยทีเดียว เราก็เปิดออกมาแล้วเทล้างให้สะอาดหยิบเปลือกที่เหลือออกให้หมดค่ะ
Friday, January 22, 2016
ผักบุ้ง (Kangkong)
http://www.siamzaap.com/2016/01/blog-post_14.html
มันเจ๋งเวอร์!!! ปลูกผักบุ้งในล้อรถยนต์ ปลูกไว้ทานได้ ปลูกขายสร้างรายได้ถึงหลักหมื่น
มันเจ๋งเวอร์!!! ปลูกผักบุ้งในล้อรถยนต์ ปลูกไว้ทานได้ ปลูกขายสร้างรายได้ถึงหลักหมื่น
ผักบุ้งถือว่าเป็นผักที่ใครๆ หลายๆ คนชอบทาน สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายหลายแมนู แถมยังมีประโยชน์อุดมด้วยวิตาวินเอช่วยบำรุงสายตา และยังช่วยให้ระบบขับถ่ายดีอีกด้วย
การปลูกผักบุ้งในล้อรถยนต์นี้เป็นธุรกิจแบบครอบครัวของคุณนิพัฒน์ ม่วงพานิชย์ ชาวสุราษฏร์ธานี โดยหารายได้เสริมจากช่วงราคายางตกต่ำ สร้างรายได้จากการปลูกผักบุ้งในยางรถเก่าและสามารถทำรายได้สูงถึงเดือนละ2 หมื่นบาท
คุณนิพัฒน์ กล่าวว่า การปลูกผักบุ้งในล้อรถมีข้อดีคือ เราสามารถควบคุมอาหาร น้ำ และวัชพืชต่างๆ ได้ดี แถมผักบุ้งยังเจริญเติบโตเร็วระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตก็สั้นลง ซึ่งปลูกโดยทั่วไปนั้นปกติจะใช้เวลาประมาณ 25-28 วันในการเก็บผลผลิต ผักบุ้งที่ได้ยังมีใบสวยสด ลำต้นอวบแก้ว และยังเป็นการปลูกแบบปลอดสารพิษ เนื่องจากตนได้ใช้ดินตะกอนจากบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงงานซึ่งจะเป็นดินที่ไม่มีเมล็ดวัชพืช นำมาตากให้แห้งก่อนนำมาปลูกผักบุ้งนั้นเอง
ก่อนการปลูกผักบุ้งลงในล้อรถยนต์จะต้องนำเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งไปแช่น้ำประมาณ 6-12 ชั่วโมง แล้วจึงนำไปหว่านลงบนในกระบะ
หลังจากนั้นก็เพียงดูแลรดน้ำเช้าและเย็น กำจัดแมลงด้วยการใช้น้ำหมักชีวะภาพที่ทำจากผักผลไม้ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเปลือกมังคุด เปลือกส้ม เปลือกทุเรียน กระท้อน หรือน้ำหมักปลา นอกจากไล่แมลงได้แล้วยังช่วยบำรุงผักให้เจริญงอกงามได้ดีอีกด้วย
การปลูกผักบุ้งในล้อรถยนต์นี้เป็นธุรกิจแบบครอบครัวของคุณนิพัฒน์ ม่วงพานิชย์ ชาวสุราษฏร์ธานี โดยหารายได้เสริมจากช่วงราคายางตกต่ำ สร้างรายได้จากการปลูกผักบุ้งในยางรถเก่าและสามารถทำรายได้สูงถึงเดือนละ2 หมื่นบาท
คุณนิพัฒน์ กล่าวว่า การปลูกผักบุ้งในล้อรถมีข้อดีคือ เราสามารถควบคุมอาหาร น้ำ และวัชพืชต่างๆ ได้ดี แถมผักบุ้งยังเจริญเติบโตเร็วระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตก็สั้นลง ซึ่งปลูกโดยทั่วไปนั้นปกติจะใช้เวลาประมาณ 25-28 วันในการเก็บผลผลิต ผักบุ้งที่ได้ยังมีใบสวยสด ลำต้นอวบแก้ว และยังเป็นการปลูกแบบปลอดสารพิษ เนื่องจากตนได้ใช้ดินตะกอนจากบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงงานซึ่งจะเป็นดินที่ไม่มีเมล็ดวัชพืช นำมาตากให้แห้งก่อนนำมาปลูกผักบุ้งนั้นเอง
ก่อนการปลูกผักบุ้งลงในล้อรถยนต์จะต้องนำเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งไปแช่น้ำประมาณ 6-12 ชั่วโมง แล้วจึงนำไปหว่านลงบนในกระบะ
หลังจากนั้นก็เพียงดูแลรดน้ำเช้าและเย็น กำจัดแมลงด้วยการใช้น้ำหมักชีวะภาพที่ทำจากผักผลไม้ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเปลือกมังคุด เปลือกส้ม เปลือกทุเรียน กระท้อน หรือน้ำหมักปลา นอกจากไล่แมลงได้แล้วยังช่วยบำรุงผักให้เจริญงอกงามได้ดีอีกด้วย
How To Make Durable 3-Ingredient ‘Survival Cement’
http://www.offthegridnews.com/how-to-2/how-to-make-durable-3-ingredient-survival-cement/
Survival cement has been used for thousands of years, and it’s still in use on a daily basis in some undeveloped parts of the world.
But let’s begin with the basics: What is “survival cement”? The simple answer is a mixture of mud and grasses. Also known as cob and clom (in Wales), this is the stuff dream homes used to be made of, back in the day.
People used survival cement for a variety of projects, ranging from building shelters to ovens, food caches and kilns. The only limit in cob’s uses is one’s imagination, and during a survival situation, knowing how to make it could help you stay alive.
The general idea is that if built nice and proper, a cob-made house easily will outlive you.
What you will need for making cement is very basic: mud, water and dry grass/straw. The process of making cob is very simple, requiring a minimal set of skills and labor. A tarp is beneficial.
To make high-quality survival cement, you should take care of a few things first. If you’re going to use the cob as a mortar, then make sure that the mixture is wetter and thinner so it will easily fill the joints/crevasses between bricks.
Depending on the type of structure you’re building, you should cut the grass to match the length of the item you want to manufacture, i.e. for large structures like kilns, you can let the grass grow as long as you want, and it will act like a type of reinforcing bar. The idea is that if you require tougher survival cement, then place the grasses parallel to each other, thus creating a heavy-duty building material. If you want to make a mixture for bricks, then you can use shorter grass.
Don’t let the mixture dry out if you run out of grass and you have to make an additional “gathering” trip. Cover it as best as you can.
Finally, if you have to add water to your mixture, add a little bit at a time, because it’s a hard job to rejuvenate a soupy/unusable mud mixture.
The First Step to Making Survival Cement
The most important ingredient in making cob is the mud, which should be as good as it gets. High quality mud for survival cement contains lots of clay. It’s easy to determine if you have enough clay: If you make a ball from the respective mud and it retains its shape, you’ve got the right stuff.
Next, you must go hunt for dry grasses or straw, in a sufficient amount for your project, and cut them into various lengths.
Provided you have access to a water source, it’s time to add some water into the mix. Hydrate your clay to the optimal density for making bricks. That means you must be able to squish the clay through your fingers, yet it should maintain its shape when you mold it. Take care not to make your clay too watery or too dry. Find the right balance depending on your project. For bricks or other similar structures, you may use a firmer mixture; for mortar, you must use a thinner one.
Now, it’s time to mix the grasses/straw with the clay, and the easiest way to achieve that is to put them together and mix them on a tarp on the ground. Take a look at this video, which also uses sand:
Making cob and building stuff outdoors can be very entertaining — and you can even co-opt your kids. Mixing playful activities while learning vital survival skills is a winner in my book.
Start with making some test-bricks, since the “correct” recipe for cob is very flexible; see what suits you best, because there are lots of variations which all work pretty well. The only thing to remember is not to add too much straw, or your survival cement will fall apart. The more clay in the mix, the more straw you may add, but you must test it yourself and see how it feels.
You do realize that bricks are the building blocks for the pyramids, right? The sky and your imagination are the limit.
ดอกขจร (Cowslip creeper)
http://www.siamzaap.com/2015/11/blog-post_4.html
นางคำตา โสนะชัย ชาวร้อยเอ็ด อายุ 62 ปี เจ้าของสวนมีสุข เป็นผู้เชี่ยวชาญในการปลูกเพาะพันธ์ดอกขจรมากว่า 10 ปี หลังจากที่ได้ปลูกดอกขจรมาได้ ประมาณ 2-3 เดือน เริ่มเห็นว่าออกดอก เมื่อถึงเดือนที่ 6 จึงเก็บผลผลิตและนำไปขายที่ตลาด และมีคนเริ่มสนใจ เพราะดอกขจรที่ปลูกมีดอกใหญ่ กลิ่นหอม จากนั้นจึงเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ มีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาศึกษาดูงาน จนมีแนวคิดเพาะดอกขจรขายให้กับผู้ที่สนใจ
.
สำหรับรายได้นั้น เริ่มจากนำไปขายเองบ้าง มีพ่อบ้านคนกลางมารับบ้าง ราคาอยู่ที่ประมาณ 100 บาทต่อกิโล ซึ่งสามารถจะเก็บผลผลิตได้ 10 – 20 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งมีคนสนใจซื้อกิ่งไปปลูก จึงได้เพาะพันธ์ขายด้วย พร้อมทั้งแนะนำการตลาดและช่วยขาย ส่วนใหญ่ลูกค้าอยู่ในแถบอีสานไปจนถึงประเทศลาว
.
ขั้นตอนการปลูก
1.การเตรียมพื้นที่ปลูก เริ่มจากการวัดความเป็นกรดด่างของดิน โดยดอกขจรจะชอบดินที่เป็นกรดเล็กน้อย จากนั้นไถกลบดิน2 ครั้ง และตากแดดไว้ ประมาณ 1 อาทิตย์ เพื่อฆ่าเชื้อโรค แล้วจึงหว่านปูนขาวเพื่อปรับสภาพดิน
.
สำหรับรายได้นั้น เริ่มจากนำไปขายเองบ้าง มีพ่อบ้านคนกลางมารับบ้าง ราคาอยู่ที่ประมาณ 100 บาทต่อกิโล ซึ่งสามารถจะเก็บผลผลิตได้ 10 – 20 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งมีคนสนใจซื้อกิ่งไปปลูก จึงได้เพาะพันธ์ขายด้วย พร้อมทั้งแนะนำการตลาดและช่วยขาย ส่วนใหญ่ลูกค้าอยู่ในแถบอีสานไปจนถึงประเทศลาว
.
ขั้นตอนการปลูก
1.การเตรียมพื้นที่ปลูก เริ่มจากการวัดความเป็นกรดด่างของดิน โดยดอกขจรจะชอบดินที่เป็นกรดเล็กน้อย จากนั้นไถกลบดิน2 ครั้ง และตากแดดไว้ ประมาณ 1 อาทิตย์ เพื่อฆ่าเชื้อโรค แล้วจึงหว่านปูนขาวเพื่อปรับสภาพดิน
2. การเลือกชนิดพันธุ์ดอกขจรที่จะปลูกควรเลือกให้เหมาะสม ซึ่งมี 2 ชนิด คือ ขจรพันธุ์พื้นเมืองและขจรพันธุ์ดอก สำหรับขจรพันธุ์ดอก ซึ่งได้จากการปรับปรุงสายพันธุ์ของดอกขจรพันธุ์พื้นเมืองทำให้ได้ดอกขจรขนาดใหญ่และดกมากขึ้น
3. เตรียมหลุมโดยขุดหลุม เว้นระยะห่างกัน 2 คูณ 2 เมตร ดังนั้นใน 1 ไร่ จะสามารถปลูกดอกขจรได้ 400 ต้น รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหลุมละ 1/2 กิโลกรัม พรวนดินผสมกันกับปุ๋ยให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำต้นดอกขจรมาลงหลุมนำฟางมาคลุมเพื่อรักษาความชื้นให้กับต้นขจรและป้องกันหญ้าขึ้น
4. การให้น้ำ ถึงแม้ดอกขจรจะไม่ชอบน้ำแต่ไม่สามารถขาดน้ำได้เลย ควรรดน้ำวันละครั้งเพื่อให้ดอกมีที่โตและไม่เหี่ยวเฉา
5. การใส่ปุ๋ยควรใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมกับต้น ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 สลับกับสูตร 25-7-7 โดยใส่สลับกันทุกๆ15 วัน
6. ควรมีการป้องกันศัตรูพืชของดอกขจร เช่น เพลี้ยไฟ ใช้วิธีการป้องกันที่เหมาะสม
7. ควรทำค้างให้ดอกขจรที่เหมาะสม เพื่อที่ดอกขจรจะได้รับแสงแดดและออกดอกที่ดี
.
ดอกขจร มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ดอกสลิด หรือ ดอกผักขิก ไม่ใช่แค่เป็นพืชไม้เลื้อยทั่วไป หรือผักต้มที่นำมาบริโภคเท่านั้น แต่มีสรรพคุณทางยามากมาย เช่น ยอดอ่อนดอก ลูกอ่อน สามารถบำรุงธาตุ บำรุงตับ ปอด แก้เสมหะเป็นพิษ รากก็สามารถถอนพิษเบื่อเมา ปัจจุบันได้รับความนิยมและกลายเป็นพืชที่มีราคาดี เพราะสามารถขายได้ถึงกิโลกรัมละ 200 บาท
.
ดอกขจร มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ดอกสลิด หรือ ดอกผักขิก ไม่ใช่แค่เป็นพืชไม้เลื้อยทั่วไป หรือผักต้มที่นำมาบริโภคเท่านั้น แต่มีสรรพคุณทางยามากมาย เช่น ยอดอ่อนดอก ลูกอ่อน สามารถบำรุงธาตุ บำรุงตับ ปอด แก้เสมหะเป็นพิษ รากก็สามารถถอนพิษเบื่อเมา ปัจจุบันได้รับความนิยมและกลายเป็นพืชที่มีราคาดี เพราะสามารถขายได้ถึงกิโลกรัมละ 200 บาท
Subscribe to:
Posts (Atom)










